โรคหัวใจ การเรียกของ "กลุ่มอาการโรคหัวใจ"
ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของหัวใจ ซึ่งแยกได้เป็น 8 ประเภทหลัก
คือ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเยื่อหุ้มหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ติดเชื้อที่หัวใจ และ มะเร็งหัวใจ
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
เป็นโรคทางพันธุกรรมแต่กำเนิดปัจจุบันยังไม่ทาบสาเหตุแน่ชัด
โดยมักเกิดในเด็กเป็นอัตราส่วน 6 ถึง 8 คน ใน 1000 คน
ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในเวลาไม่นานถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดด่วน
หรืออาจมีชีวิตอยู่ได้ถึง 3 เดือนโดยไม่ต้องรับการรักษา โดยสามารถแบ่งอาการของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้เป็น
2 ชนิด
กลุ่มที่เด็กตัวเขียว
กลุ่มนี้เกิดจากความผิดปกติทำให้มีเลือดดำไหลไปปนกับเลือดแดง
ซึ่งปกติแล้ว เลือดดำจะไม่ไหลไปปนกับ เลือดแดง ทำให้เด็กมีสี ออกเขียวๆ
ม่วงแดงอ่อนๆ บางรายเห็นชัดเจนเวลาที่เด็กร้อง กลุ่ม นี้มีความผิดปกติได้หลายแบบ
และ อาการค่อนข้างมาก เกือบทั้ง หมดต้องผ่าตัดแก้ไข
บางรายที่เป็นรุนแรงต้องผ่าตัดแก้ไขตั้งแต่ แรกคลอด การเจริญเติบโตของ
เด็กพวกนี้จะน้อยกว่าปกติมาก
เพราะเลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายมีระดับออกซิเจนต่ำกว่าปกติ มีส่วน น้อยที่สามารถเจริญเติบโต
มาเป็นผู้ใหญ่ได้
กลุ่มไม่เขียว
กลุ่มนี้ก็มีหลายแบบด้วยกัน
อาจเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจ (พบน้อย) หรือ ผนังกั้นห้องหัวใจปิดไม่สนิท มีรูรั่ว
(พบบ่อย) ทำให้เลือดแดงไหลไปปนเลือดดำ กรณีเช่นนี้ไม่ทำให้เกิด
"สีเขียว" แต่จะทำให้เลือดไปปอดมากเกินไป และ หัวใจทำงานหนัก
มากขึ้นโดยไม่จำเป็น ทำให้เกิดผลเสียต่อปอดและหัวใจในอนาคต
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ จะอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งสิ้น
อาจแบ่งชนิดที่พบบ่อยๆได้เป็น
ผนังหัวใจห้องบนมีรูรั่ว เรียกว่า Atrial Septal Defect หรือ ASD ทำให้เลือดแดงจากหัวใจห้องซ้ายบน (ซึ่งเป็นเลือดแดง ผ่านการฟอกที่ปอดแล้ว)
ไหลผ่านรูรั่วมายังหัวใจห้องขวาบน (ซึ่งเป็นเลือดดำ) ผ่านลงมายังหัวใจห้องขวาล่าง
และออกไปยังปอด
เลือดส่วนเกินนี้หลังจากถูกฟอกที่ปอดแล้วก็จะไหลกลับมายังหัวใจห้องซ้ายบนอีกครั้ง
ทำให้หัวใจรับเลือดมากขึ้นกว่าปกติ
ผนังหัวใจห้องล่างมีรูรั่ว เรียกว่า Ventricular Septal Defect หรือ VSD ทำให้เลือดแดงจากหัวใจห้องซ้ายล่าง
(ซึ่งเป็น เลือดแดง ผ่านการฟอกที่ปอดแล้ว) ไหลผ่านรูรั่วมายังหัวใจห้องขวาล่าง
(ซึ่งเป็นเลือดดำ) แล้วออกไปยังปอด เลือดส่วนเกินนี้หลัง
จากถูกฟอกที่ปอดแล้วก็จะไหลกลับมายังหัวใจห้องซ้ายบนและลงมาที่ซ้ายล่างอีกครั้ง
ทำให้หัวใจรับเลือดมากขึ้นกว่าปกติ ความ ผิดปกติเช่นนี้แตกต่างจาก ASD เพราะมักจะมีอาการตั้งแต่เด็ก เจริญเติบโตช้า มีอาการของหัวใจล้มเหลว
บางรายต้องได้รับ การผ่าตัดตั้งแต่เด็ก
มีท่อต่อระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) กับหลอดเลือดดำที่ไปเลี้ยงปอดเลี้ยงปอด (Pulmonary artery) ท่อนี้เรียกเป็น
ภาษาอังกฤษว่า Patent Ductus Arteriosus หรือ PDA ก่อให้เกิดปัญหาได้เช่นเดียวกันกับ VSD และพบบ่อยมากในเด็กที่
คลอดก่อนกำหนด ส่วนใหญ่จำเป็นต้องผ่าตัดหรือแก้ไขปิดท่อดังกล่าว
อาการ ส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการชัดเจน เช่นเหนื่อยหอบง่ายผิดปกติ
ทางที่ดีคือไปตรวจสุขภาพประจำปี
การรักษา
แต่ละชนิดมีการรักษาที่แตกต่างกันไป หากเป็นมากส่วนใหญ่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติ ในบางโรค เช่น ASD PDA อาจมีวิธีการรักษาโดยใส่อุปกรณ์บางอย่างไปปิดรูรั่ว โดยผ่านเทคนิคการสวนหัวใจ ซึ่งได้ผลดีในเด็ก แต่ก็ไม่ได้ ทำได้ทุกราย หากปล่อยให้อาการเป็นมากขึ้นแล้ว ความดันปอดสูงมากแล้ว ไม่มีการรักษาใดๆที่จะให้กลับมาเป็นปกติได้ ในกรณี เช่นนั้น การรักษาที่ดีที่สุด (ในโลกปัจจุบัน) คือ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจและปอดไปพร้อมๆกัน ซึ่งทำได้แต่ยาก และ ไม่ค่อยมีผู้ยอม บริจาคนัก แม้จะผ่าตัดแล้วก็ยังต้องรับการรักษาไปตลอดชีวิต
แต่ละชนิดมีการรักษาที่แตกต่างกันไป หากเป็นมากส่วนใหญ่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติ ในบางโรค เช่น ASD PDA อาจมีวิธีการรักษาโดยใส่อุปกรณ์บางอย่างไปปิดรูรั่ว โดยผ่านเทคนิคการสวนหัวใจ ซึ่งได้ผลดีในเด็ก แต่ก็ไม่ได้ ทำได้ทุกราย หากปล่อยให้อาการเป็นมากขึ้นแล้ว ความดันปอดสูงมากแล้ว ไม่มีการรักษาใดๆที่จะให้กลับมาเป็นปกติได้ ในกรณี เช่นนั้น การรักษาที่ดีที่สุด (ในโลกปัจจุบัน) คือ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจและปอดไปพร้อมๆกัน ซึ่งทำได้แต่ยาก และ ไม่ค่อยมีผู้ยอม บริจาคนัก แม้จะผ่าตัดแล้วก็ยังต้องรับการรักษาไปตลอดชีวิต
โรคลิ้นหัวใจ
ลิ้นหัวใจเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจที่ทำหน้าที่คล้ายประตูกั้นไม่ให้เลือดที่อยู่ในแต่ละห้องหัวใจไหลย้อนกลับ
ขณะที่ห้องหัวใจบีบตัว ลิ้นหัวใจจึงทำหน้าที่คล้ายประตู ปิด-เปิด ระหว่างห้องหัวใจตลอดเวลาตั้งแต่เกิด
หัวใจคนเรามีลิ้นหัวใจอยู่ 4 ตำแหน่ง คือ
ไตรคัสปิด (Tricuspid) อยู่ระหว่าหัวใจห้องขวาบนและล่าง
พูลโมนารี่ (Pulmonary) อยู่ระหว่างหัวใจห้องขวาล่างกับหลอดเลือดแดงที่ไปปอด
ไมตรัล (Mitral) อยู่ระหว่างหัวใจห้องซ้ายบนและล่าง
เอออร์ติค (Aortic) อยู่ระหว่างหัวใจห้องซ้ายล่างกับหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงร่างกาย
ขณะที่ห้องหัวใจบีบตัว ลิ้นหัวใจจึงทำหน้าที่คล้ายประตู ปิด-เปิด ระหว่างห้องหัวใจตลอดเวลาตั้งแต่เกิด
หัวใจคนเรามีลิ้นหัวใจอยู่ 4 ตำแหน่ง คือ
ไตรคัสปิด (Tricuspid) อยู่ระหว่าหัวใจห้องขวาบนและล่าง
พูลโมนารี่ (Pulmonary) อยู่ระหว่างหัวใจห้องขวาล่างกับหลอดเลือดแดงที่ไปปอด
ไมตรัล (Mitral) อยู่ระหว่างหัวใจห้องซ้ายบนและล่าง
เอออร์ติค (Aortic) อยู่ระหว่างหัวใจห้องซ้ายล่างกับหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงร่างกาย
ลักษณะของลิ้นหัวใจประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อเป็นแผ่น บางหรือหนา และจำนวนแผ่นเนื้อเยื่อจะขึ้นกับตำแหน่งของลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจไมทรัล ซึ่งเป็นลิ้นที่มีความสำคัญมากลิ้นหนึ่งประกอบไปด้วยแผ่น (leaflet) 2 แผ่น เป็นรูปคล้ายอานม้า หนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนของลิ้นเอออร์ติค เป็นจะแผ่นรูปเสี้ยงวงกลมบางๆ จำนวน 3 แผ่น เป็นต้น แผ่นเหล่านี้ดูเหมือนอ่อนแอ ขาดง่าย แต่ความเป็นจริงแล้วมีความแข็งแรงมาก
ลิ้นหัวใจรั่ว
หัวใจห้องบน (ซ้ายหรือขวา) จะบีบตัวหลังจากลิ้นหัวใจเปิดออก เลือดจะไหลจากหัวใจห้องบนมายังห้องล่างเมื่อเลือดไหลหมด แล้วหัวใจห้องล่าง (ซ้ายหรือขวา) จะบีบตัว แรงดันที่เกิดขึ้นจะดันให้ลิ้นหัวใจเคลื่อนมาชนกัน อยู่ในตำแหน่งที่ปิดสนิท ไม่มีเลือด ไหลย้อนกลับไปหัวใจห้องบนอีก ปรากฏการณ์นี้ก็เกิดเช่นเดียวกันกับลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจกับหลอดเลือดแดงใหญ่ ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อลิ้นหัวใจไม่สามารถเปิดได้อย่างเต็มที่ เนื่องจาก สาเหตุใดๆก็ตาม ทำให้เลือดไหลผ่านไม่สะดวก เราเรียกว่า "ลิ้นหัวใจตีบ" ซึ่งไม่ใช่ "หัวใจตีบ" หรือ"หลอดเลือดตีบ"และเมื่อถึงคราวต้องปิด แต่ปิดไม่สนิท มีรู หรือ ช่อง ให้เลือดไหลย้อนกลับได้ เราเรียกว่า "ลิ้นหัวใจรั่ว" ในหลายๆครั้งที่ลิ้นหัวใจอยู่ในสภาพที่แข็ง ปิดก็ปิดไม่สนิท เปิดก็ไม่ได้เต็มที่ นั่นคือ ทั้งตีบและรั่วในลิ้นเดียวกัน
หัวใจห้องบน (ซ้ายหรือขวา) จะบีบตัวหลังจากลิ้นหัวใจเปิดออก เลือดจะไหลจากหัวใจห้องบนมายังห้องล่างเมื่อเลือดไหลหมด แล้วหัวใจห้องล่าง (ซ้ายหรือขวา) จะบีบตัว แรงดันที่เกิดขึ้นจะดันให้ลิ้นหัวใจเคลื่อนมาชนกัน อยู่ในตำแหน่งที่ปิดสนิท ไม่มีเลือด ไหลย้อนกลับไปหัวใจห้องบนอีก ปรากฏการณ์นี้ก็เกิดเช่นเดียวกันกับลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจกับหลอดเลือดแดงใหญ่ ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อลิ้นหัวใจไม่สามารถเปิดได้อย่างเต็มที่ เนื่องจาก สาเหตุใดๆก็ตาม ทำให้เลือดไหลผ่านไม่สะดวก เราเรียกว่า "ลิ้นหัวใจตีบ" ซึ่งไม่ใช่ "หัวใจตีบ" หรือ"หลอดเลือดตีบ"และเมื่อถึงคราวต้องปิด แต่ปิดไม่สนิท มีรู หรือ ช่อง ให้เลือดไหลย้อนกลับได้ เราเรียกว่า "ลิ้นหัวใจรั่ว" ในหลายๆครั้งที่ลิ้นหัวใจอยู่ในสภาพที่แข็ง ปิดก็ปิดไม่สนิท เปิดก็ไม่ได้เต็มที่ นั่นคือ ทั้งตีบและรั่วในลิ้นเดียวกัน
สาเหตุของลิ้นหัวใจรั่ว
1 มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่เป็นมาแต่กำเนิด โดยอาจไม่มีอาการใดๆในวัยเด็กก็ได้
2 ลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ เนื่องจากเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวและรับแรงจากเลือดตลอดเวลา ดังนั้นจึงเกิดการ
เสื่อมขึ้น ลิ้นหัวใจ จะหนาตัวขึ้นและเริ่มมีหินปูน (calcium) เข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อ ทำให้ปิดไม่สนิท
3 โรคหัวใจรูห์มาติค ซึ่งเริ่มต้นจากการติดเชื้อ Streptococus ในคอ ซึ่งพบบ่อยในเด็ก ร่างกายสร้าง
ภูมิต้านทานขึ้นมา ต่อต้านหัวใจตนเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ ผลตามมาคือลิ้นหัวใจหนาตัวขึ้นมาก
เกิดลิ้นหัวใจตีบและรั่ว โรคนี้ยังจัดเป็นปัญหา สาธารณสุขของประเทศอยู่ พบบ่อยๆ ในผู้ป่วยเศรษฐานะต่ำ หรืออยู่ในชุมชนแออัด
4 เกิดจากการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบเป็นรู เชื้อโรคอาจมาจากช่องปาก เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด (ในผู้ติดยา เสพติด) การเจาะตามร่างกาย(เช่น เจาะลิ้น เจาะอวัยวะเพศ) เป็นต้น
1 มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่เป็นมาแต่กำเนิด โดยอาจไม่มีอาการใดๆในวัยเด็กก็ได้
2 ลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ เนื่องจากเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวและรับแรงจากเลือดตลอดเวลา ดังนั้นจึงเกิดการ
เสื่อมขึ้น ลิ้นหัวใจ จะหนาตัวขึ้นและเริ่มมีหินปูน (calcium) เข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อ ทำให้ปิดไม่สนิท
3 โรคหัวใจรูห์มาติค ซึ่งเริ่มต้นจากการติดเชื้อ Streptococus ในคอ ซึ่งพบบ่อยในเด็ก ร่างกายสร้าง
ภูมิต้านทานขึ้นมา ต่อต้านหัวใจตนเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ ผลตามมาคือลิ้นหัวใจหนาตัวขึ้นมาก
เกิดลิ้นหัวใจตีบและรั่ว โรคนี้ยังจัดเป็นปัญหา สาธารณสุขของประเทศอยู่ พบบ่อยๆ ในผู้ป่วยเศรษฐานะต่ำ หรืออยู่ในชุมชนแออัด
4 เกิดจากการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบเป็นรู เชื้อโรคอาจมาจากช่องปาก เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด (ในผู้ติดยา เสพติด) การเจาะตามร่างกาย(เช่น เจาะลิ้น เจาะอวัยวะเพศ) เป็นต้น
ลิ้นหัวใจรั่วเพียงเล็กน้อยจะไม่แสดงอาการใดๆ
หรือแม้แต่รั่วมากในหลายๆรายก็ไม่แสดงอาการ อาการต่างๆ จะปรากฏเมื่อหัวใจ ไม่สามารถทนรับกับ
ปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นได้ต่อไปอีก อาการที่เกิดจึงเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว
(heart failure) เช่น หอบเหนื่อย ขาบวม ใจเต้นเร็ว เป็นต้น
ดังนั้นการตรวจร่างกาย หรือ ตรวจสุขภาพประจำปีเท่านั้นจึงสามารถบอกได้
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ปกติ หัวใจของคนเรา (ชีพจร) จะเต้นประมาณ 72-80 ครั้งต่อนาที จังหวะสม่ำเสมอ และแรงเท่ากันทุกครั้ง ภายหลังการออกกำลัง ตื่นเต้นตกใจ ดื่มชากาแฟหรือเหล้า สูบบุหรี่ กินยาเข้ากาเฟอีน หรือเป็นไข้ ชีพจรอาจเต้นเร็วกว่านี้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นภาวะปกติธรรมดา คนที่ออกกำลังสม่ำเสมอ ชีพจรอาจเต้นช้ากว่านี้ได้ แสดงว่าร่างกายอยู่ในภาวะแข็งแรง (ฟิต)เต็มที่ แต่ในคนที่มีความผิดปกติของหัวใจก็อาจมีชีพจรผิดปกติ เช่น เต้นช้าไป หรือเร็วไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือไม่เป็นจังหวะ เราจึงเรียกรวม ๆ ว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจแสดงอาการได้หลายอย่างด้วยกัน
หัวใจเต้นผิดจังหวะถือเป็นโรคหัวใจชนิดหนึ่ง เกิดจากมีจุด หรือตำแหน่งบางตำแหน่งในหัวใจที่กำเนิดกระแสไฟฟ้าผิดปกติ หรือมีจุดวงจรลัดไฟฟ้าเล็กๆ ภายในหัวใจ เนื่องจากความผิดปกติดังกล่าวมีขนาดเล็ก จึงไม่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ ซึ่งแตกต่างจากโรคหัวใจชนิดอื่นที่มักจะมีพยาธิสภาพขนาดใหญ่ เช่น ที่ลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ หรือหลอดเลือดหัวใจ และพบร่วมกับการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ
ปกติ หัวใจของคนเรา (ชีพจร) จะเต้นประมาณ 72-80 ครั้งต่อนาที จังหวะสม่ำเสมอ และแรงเท่ากันทุกครั้ง ภายหลังการออกกำลัง ตื่นเต้นตกใจ ดื่มชากาแฟหรือเหล้า สูบบุหรี่ กินยาเข้ากาเฟอีน หรือเป็นไข้ ชีพจรอาจเต้นเร็วกว่านี้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นภาวะปกติธรรมดา คนที่ออกกำลังสม่ำเสมอ ชีพจรอาจเต้นช้ากว่านี้ได้ แสดงว่าร่างกายอยู่ในภาวะแข็งแรง (ฟิต)เต็มที่ แต่ในคนที่มีความผิดปกติของหัวใจก็อาจมีชีพจรผิดปกติ เช่น เต้นช้าไป หรือเร็วไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือไม่เป็นจังหวะ เราจึงเรียกรวม ๆ ว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจแสดงอาการได้หลายอย่างด้วยกัน
หัวใจเต้นผิดจังหวะถือเป็นโรคหัวใจชนิดหนึ่ง เกิดจากมีจุด หรือตำแหน่งบางตำแหน่งในหัวใจที่กำเนิดกระแสไฟฟ้าผิดปกติ หรือมีจุดวงจรลัดไฟฟ้าเล็กๆ ภายในหัวใจ เนื่องจากความผิดปกติดังกล่าวมีขนาดเล็ก จึงไม่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ ซึ่งแตกต่างจากโรคหัวใจชนิดอื่นที่มักจะมีพยาธิสภาพขนาดใหญ่ เช่น ที่ลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ หรือหลอดเลือดหัวใจ และพบร่วมกับการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ
สาเหตุของหัวใจเต้นผิดจังหวะ
มักไม่ทราบสาเหตุเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งเกิดจากมีจุดกำเนิดไฟฟ้าผิดปกติที่หัวใจ
หรือมีวงจรลัดไฟฟ้าผิดปกติ ซึ่งมักเป็นมาตั้งแต่เกิด
แต่โดยทั่วไปมักแสดงอาการเมื่ออายุ 20-40 ปีขึ้นไป
มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะกำเริบ เช่น การออกกำลังกาย แอลกอฮอล์
ชา กาแฟ ยาบางชนิด ความเครียด ความวิตกกังวล กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น
อาการ
ในรายที่ไม่มีสาเหตุร้ายแรง
อาจไม่มีอาการอะไรเลย บางคนอาจเพียงแต่บ่นว่ารู้สึกใจสั่น
หรือใจวูบหายเป็นครั้งเป็นคราว แต่ก็ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ
ผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากโรคหัวใจ คอพอกเป็นพิษ หรือสาเหตุที่ร้ายแรงอื่น ๆ
อาจรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น เจ็บหน้าอก หน้ามืด วิงเวียน เป็นต้น
การวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่เรียกว่า ECG หรือ electrocardiogram อย่างไรก็ตามการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจจะพบความผิดปกติเมื่อผู้ป่วยมีอาการขณะตรวจ ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการขณะตรวจ อาจไม่พบความผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ในกรณีเช่นนี้อาจใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกติดตัวตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่เรียกว่า Holter monitoring ซึ่งเป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดหนึ่ง
วิธีการรักษา
ถ้าไม่มีอาการ
หรืออาการไม่รุนแรง อาจไม่ต้องรักษา
แต่พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ความ เครียด
ยาบางชนิด ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ เป็นต้น ถ้ามีอาการพอสมควร อาจพิจารณารักษาด้วยการรับประทานยา
ในกรณี หัวใจ เต้นเร็วผิดจังหวะ
เกิดจากทางลัดวงจรไฟฟ้าในปัจจุบันมีวิธีจะรักษาให้หายขาดได้ถึงร้อยละ 95 โดยจี้ด้วยคลื่นไฟฟ้า ผ่านสาย สวนหัวใจ
การรักษาดังกล่าวสามารถทำได้ตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ในประเทศไทย
โรคกล้ามเนื้อหัวใจ
(Myocardial Disease) พบในผู้ป่วยผู้ใหญ่มากกว่าพบในเด็ก
เกิดจากมีพยาธิเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ
ทำให้โครงสร้างและหน้าที่ของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ เกิดได้จากสาเหตุต่างๆ
และบางรายไม่ทราบสาเหตุ และอาจจะเกิดเป็นผลจากโรคของโครงสร้างส่วนอื่นๆ ของหัวใจ
เช่น ลิ้นหัวใจ หลอดเลือดแดงโคโรนารีที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
หรือเกิดจาก การแพร่กระจายของโรคบางโรคไปทั่วร่างกาย (Systemic disease) ความสำคัญของโรคนี้อยู่ที่พยากรณ์โรค
ค่อนข้างจะเลวหลังจากมีอาการและส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตเป็นส่วนมากหลังการรักษาภายใน
2 ปี ในต่างประเทศมีการพยากรณ์โรคดีกว่า
เนื่องจากมีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ (Cardiac Transplantation) ซึ่งทำการรักษาได้ในบางแห่งเท่านั้น
1. โรคกล้ามเนื้อหัวใจที่ทราบสาเหตุ ( Specitic
heart musle disease )
2. โรคกล้ามเนื้อหัวใจที่ไม่ทราบสาเหตุ
( Cardiomyopathy )
การวินิจฉัย
เนื่องจากอาการระยะแรกอาจจะไม่มีอาการชัดเจนเริ่มจากการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
ต่อมามีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็วจนถึงภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
ควรต้องแยกโรคจากโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดโคโรนารีพิการแต่กำเนิด
โรคติดเชื้อในหัวใจ ( Bacterial endocarditis ), และโรคหัวใจเพราะขาดวิตามินบีหนึ่งในเด็ก
ซึ่งจะพบกับเด็กที่อยู่ต่างจังหวัด อายุต่ำกว่า 1-2 ปี
ประวัติรับประทานนมมารดาและมารดารับประทานอาหารที่มีวิตามินบีหนึ่งต่ำ
หรือรับประทานอาหารที่ทำลายวิตามินบีหนึ่ง หรือเลี้ยงลูกด้วยนมข้นหวาน
เด็กในกลุ่มนี้มักจะมีอาการบวมร่วมกับร้องเสียงแหบ
การวินิจฉัยแยกโรคนี้จำเป็นต้องซักประวัติการทานอาหารของมารดา
การให้นมและอาหารแก่เด็กทารก มารดามีอาการโรคเหน็บชา จะสามารถแยกโรคได้
การรักษา
ใช้ยากระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ
การใช้ยาอิมมูโนโคลบูลิน
การใช้ยาต่อต้านระบบอินมูน
การเปลี่ยนหัวใจ
โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ
(Pericardial heart disease)
โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ ประกอบด้วย
โรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ เนื่องจาก
1. โรคที่ทำให้มีการอักเสบหลายระบบ เช่น Systemic Lupus Erythematosus
(SLE)
2. การฉายแสงรังสีหรือ trauma
3. การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส
4. หลังผ่าตัดหัวใจ
5. ไม่พบสาเหตุ
โรคของเยื่อหุ้มหัวใจที่พบบ่อยที่ทำให้เกิดการสูญเสียสมรรถภาพได้แก่
โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ แบบบีบรัด (constrictive pericarditis) การผ่าตัดเพื่อเอาเยื่อหุ้มหัวใจออก สามารถลดอาการและทำให้ผู้ป่วย
ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดีในระยะหลังผ่าตัด
ควรใช้เวลาช่วงหนึ่งในการพักฟื้นก่อนที่จะดำเนินการประเมินสมรรถภาพของผู้ป่วย
โดยทั่วไปอาการเจ็บหน้าอกหรือการทำงานผิดปกติของหัวใจ
จะไม่ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพ อย่างถาวร แต่ในรายที่มีสาเหตุจากเนื้องอก
หรือมีการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจซ้ำกันหลายครั้ง
อาจทำให้มีการเสื่อมสภาพอย่างถาวรได้
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรอระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่มีการเจ็บป่วย
อย่างฉับพลันในการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพ
การวินิจฉัยโรค อาจทำได้จาก ประวัติ การตรวจร่างกาย
การตรวจพบน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ เยื่อหุ้ม หัวใจหนา
หรือหินปูนในเยื่อหุ้มหัวใจจากการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหรือจากการตรวจ computerized
tomography หรือการตรวจ magnetic imaging หรือการตรวจสวนหัวใจ
เกณฑ์การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพจากโรคของเยื่อหุ้มหัวใจ
ระดับที่ 1 มีการสูญเสียสมรรถภาพร้อยละ 0-10 ของทั้งร่างกาย
1.
มีโรคของเยื่อหุ้มหัวใจแต่ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติขณะทำกิจวัตรประจำวัน และ
2. ไม่มีอาการแสดงของหัวใจโตหรือทำงานผิดปกติหรือหัวใจล้มเหลว
และไม่ได้รับการรักษาด้วยยา หรือ
3. ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเอาเยื่อหุ้มหัวใจออก และไม่มีโรคแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และมีเกณฑ์ ดังกล่าวข้างต้น
โรคหลอดเลือดหัวใจ
ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้อุปนิสัยการบริโภคและการปฏิบัติตนของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก
ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
พบว่าอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้เพิ่มมากขึ้น และเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ
ของเมืองไทย
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด
|
|
•
|
สูบบุหรี่
|
•
|
เครียด
|
|
|
•
|
มีความดันโลหิตสูง
|
•
|
ไม่ออกกำลังกาย
|
|
|
•
|
มีไขมันในเลือดสูง
|
•
|
สตรีหลังหมดประจำเดือน
|
|
|
•
|
เป็นโรคเบาหวาน
|
•
|
สตรีที่กินยาคุมกำเนิด
|
|
|
•
|
มีน้ำหนักตัวเกินปกติ
อ้วน
|
•
|
กินอาหารเค็ม
|
ผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดตีบ อาจมีอาการแสดงได้หลายแบบ ได้แก่
|
|
1.
|
เจ็บแน่นหน้าอก เป็นๆ
หายๆ คล้ายช้างเหยียบ
|
|
|
2.
|
เหนื่อยง่าย
|
|
|
3.
|
ไม่มีอาการใดๆ
แต่ทราบจากผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ
|
|
|
4.
|
จุก แน่นท้อง
คล้ายโรคกระเพาะ
|
อาการเจ็บแน่นหน้าอก จากหัวใจ
เจ็บแน่นหน้าอกมีลักษณะจำเพาะ
เจ็บตื้อๆ แน่นๆ หรือ หนักๆ
ตำแหน่งที่เจ็บเป็นที่กลางอกใต้กระดูกหรือเยื้องมาทางซ้าย อาจร้าวไปที่ข้อศอก
หรือแขน คอ กราม ระยะเวลาที่เจ็บนานประมาณ 3-5 นาที ถ้าหากเจ็บนานเกิน 30 นาที อาจเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ ซึ่งจะมีอาการ
|
|
1.
|
เหงื่อออก ใจสั่น
หน้ามือคล้ายจะเป็นลม
|
|
|
2.
|
เหนื่อย หายใจลำบาก
|
|
|
3.
|
หัวใจวาย
หมดสติถึงแก่ชีวิต
|
การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
|
|
•
|
ใช้ยา เช่น
ยาลดการบีบตัวของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือด ยาควบคุมความดันโลหิตสูง
ยายับยั้งการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ยาลดไขมันในเลือด
|
|
|
|
•
|
การเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหัวใจโดยตรง
ปัจจุบันมี 2 วิธี
|
|
|
|
1.
|
การใช้บอลลูนขยายหลอดเลือด
|
|
|
|
2.
|
การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ/การผ่าตัด
Bypass หลอดเลือดหัวใจ
|
|
การปฏิบัิติตัวเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
|
|
1.
|
รับประทานอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกายให้ครบ
5 หมู่
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารไขมันสูง อาหารที่เค็มจัด หวานจัด
ควรรับประทานอาหารประเภทผัก และผลไม้ให้มากๆ
|
|
|
2.
|
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
จะช่วยให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดี การออกกำลังกายที่เหมาะสมควรทำวันละ 20-30 นาที และ 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์
|
|
|
3.
|
ควบคุมโรคเบาหวาน
ความดันโลหิตสูงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
|
|
|
4.
|
ทำจิตใจให้ร่าเริง
แจ่มใสอยู่เสมอ อย่าเครียดนานๆ
|
|
|
5.
|
ควรตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี
จะช่วยค้นหาปัจจัยเสี่ยง และสามารถบอกแนวโน้มการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
|
|
|
6.
|
ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
|
|
|
7.
|
งดบุหรี่ เหล้า
และสารเสพติดทุกชนิด
|
|
|
8.
|
อย่าให้อ้วย
โดยเฉพาะอ้วนลงพุง
|



No comments:
Post a Comment