โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)
เหตุใดโรคนี้จึงน่ากลัว
โรคความดันโลหิตสูง
เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน
คนส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น
เมื่อรู้ตัวว่าเป็นส่วนมากจะไม่ได้รับการดูแลรักษา
ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากไม่มีอาการทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้ความสนใจ เมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนแล้วจึงจะเริ่มสนใจและรักษา
ซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร
การควบคุมความดันโลหิตให้ปกติอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรค
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอาจจะไม่มีอาการใดๆ
เลย หรืออาจจะพบว่ามีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ และเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอกหรือนอนไม่หลับ
ความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้
2 กรณีด้วยกันคือ
กรณีที่ 1 ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง
ได้แก่ภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมองแตก
กรณีที่ 2 ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดแดงตีบหรือตัน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ หลอดเลือดสมองตีบ เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือหลอดเลือดแดงในไตตีบมากถึงขั้นไตวายเรื้อรังได้
กรณีที่ 2 ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดแดงตีบหรือตัน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ หลอดเลือดสมองตีบ เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือหลอดเลือดแดงในไตตีบมากถึงขั้นไตวายเรื้อรังได้
จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุไว้ว่า
ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่ได้รับการรักษาจะเสียชีวิตจากหัวใจวายถึง 60-75 % , เสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองอุดตัดหรือแตก
20-30 % และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10 %
เมื่อมีความดันโลหิตสูงควรทำอย่างไร
1.
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ตัวอย่างเช่น การเดินเร็วๆ วิ่งเหยาะ หรือ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ควรออกกำลังกายประมาณ 15-20 นาที อย่างน้อย 3-6
ครั้ง/สัปดาห์
2.
ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด
เพื่อลดปริมาณเกลือซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูงได้
3.
ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
4.
ลดความเครียดของงานและภาวะแวดล้อม
5.
ลดน้ำหนักตัว
โดยเฉพาะในรายที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน ความอ้วนถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคความดันโลหิตสูง
6.
รับประทานยาและพบแพทย์สม่ำเสมอ
เพื่อตรวจวัดความดันโลหิตและปรับยาให้เหมาะสม
.jpg)


No comments:
Post a Comment